ผิวหน้าผู้หญิงวัย 40+ มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงบ้าง?

11601509DA9048DFB678EB379BAA250F
  • เภสัชกรหญิงสุดารัตน์ เลิศถาวรธรรม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ลา วีเร (La Vieré) มาเยี่ยมเยือนเพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์ใหม่ La Viere Revitalizing Serum ทั้งที ในฐานะที่เป็นเจ้าของคลินิกเสริมความงามด้วย เลยชวนคุยเรื่องของผิวหน้าผู้หญิงวัย 40+ มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงบ้าง

    20161123_103431

  • เภสัชกรหญิงสุดารัตน์ บอกว่า พอวันล่วงเลยมาถึงเลข 4 สิ่งที่จะมีผลต่อผิวหน้าของพวกเรา อย่างแรกเลยก็คือ
  1. คอลลาเจน ที่จะเริ่มลดถดถอยตั้งแต่วัยเลข 3 แล้ว ที่ผิวเริ่มจะขาดความยืดหยุ่น ต่อเนื่องมาเลยถึง น้อยลงไปเช่นกัน

    Collagen-1

  2. ความชุ่มชื้น ที่วัยที่มากขึ้นก็ทำให้น้ำในผิวมี "สมัยที่เรายังเด็กๆ คนผิวแห้งจะมีใบหน้าที่ปังมาก ไร้ปัญหาสิว ดูสวยใสไร้กังวล ต่างจากคนผิวมันที่จะมีปัญหาสิว หน้าเยิ้มดูแย่ๆ แต่พอวัยมากขึ้นมา พวกผิวแห้งหน้าปังจะเริ่มมีริ้วรอยก่อนใครเพื่อนเลยค่ะ" เภสัชกรหญิงสุดารัตน์ บอกอีกว่า คนที่มีพื้นฐานผิวแห้งหน้าก็จะยิ่งแห้งมากขึ้นต้องบำรุงอย่างหนัก ขณะที่คนที่เคยผิวมัน ก็จะเริ่มมีผิวบริเวณแก้มที่แห้งลง เหลือความมันแค่บริเวณที-โซนเท่านั้น

    hydrate-skin
    "เพราะฉะนั้น การใช้ครีมบำรุงที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการจัดการกับปัญหาทั้ง 2 ประการค่ะ คนรุ่นใหม่ๆ อาจจะโอเคที่เดี๋ยวนี้หันมาดูแลผิวกันตั้งแต่เด็กๆ อาจจะไม่ค่อยมีปัญหามาก แต่สำหรับคนที่ละเลย เพิ่งจะมาใส่ใจกันในวัยเลข 3 เลข 4 ก็ต้องบอกว่า รีบโปะๆ บำรุงเข้าไปก็ยังทัน โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนที่เป็นการซ่อมสร้างของผิวนี่ โปะให้เมือกๆ เยิ้มๆ เอาไว้เลยค่ะ บางคนบอกว่า โห... อย่างนี้ก็เลอะผ้าห่ม ปลอกหมอนสุดหรูเป็นคราบหมดสิคะ... ก็ต้องเลือกเอาว่า อยากจะหน้ามีริ้วรอย หรือจะเลือกรักษาปลอกหมอนค่ะ"

  3. ฮอร์โมน ที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้สภาพผิวหน้าเปลี่ยน แห้ง มีริ้วรอยเพิ่ม "สิ่งที่เป็นตัวเร้าให้ฮอร์โมนที่สวิงในวัยที่เพิ่มขึ้นก็คือ แสงแดด ซึ่งเป็นตัวร้ายมากๆ เลยค่ะ จะเข้ามาร่วมมือกับฮอร์โมนก่อให้เกิดฝ้าขึ้นบนใบหน้าของเราได้ ครีมกันแดดจึงสำคัญมาก โดยการทาครีมกันแดดนอกจากจะเลือกเอสพีเอฟที่มีค่า 30++ ขึ้นไปแล้ว ปริมาณการทาก็สำคัญค่ะ ควรใช้ปริมาณเท่ากับเหรียญ 10 บาท เพราะเวลาที่เขาเทสต์ค่าเอสพีเอฟ เขาจะใช้ครีมปริมาณมากๆ แบบนั้นในการทดสอบว่า ค่าเอสพีเอฟผ่านหรือเปล่า ดังนั้นถ้าเราใช้น้อยอาจจะได้รับการปกป้องที่ไม่เหมาะสมได้ค่ะ"

    hormones-skin-1014x487

  • เภสัชกรหญิงสุดารัตน์ เลิศถาวรธรรม บอกด้วยว่า ถึงตอนนี้จะเป็นช่วงฤดูฝน แต่สำหรับสาววัย 40+ ที่ทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะแสงสีฟ้าจากจอคอมพ์นั้น อาจจะทำให้เกิดฝ้าได้มากพอๆ กับแสงแดดเลยทีเดียว "เพราะฉะนั้น ต้องทาครีมกันแดดในทุกวันที่ต้องทำงานหน้าจอกันเลยนะคะ"

    DC8BC50A6F5046A49EBD598C3643B79B

  • การเลือกผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ก็สามารถช่วยให้ผิวหน้าดูดีได้ในระยะยาว เภสัชกรหญิงสุดารัตน์ บอกว่า อย่างตอนที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ La Viere Revitalizing Serum ขึ้นมา ก็เกิดจากตอนตั้งครรภ์ ที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง สภาพผิวหน้าเปลี่ยน แห้ง มีริ้วรอยเพิ่ม "แล้วตอนนั้นยังไม่มีสกินแคร์ตัวใดที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ คือ สกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารที่เป็นอันตราย และส่งผลข้างเคียงต่อลูกในครรภ์ จึงได้ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง คิดค้นสูตรที่เหมาะสำหรับการดูแลผิวหน้า และสามารถใช้ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยแม้ขณะตั้งครรภ์ และให้นมบุตรด้วยค่ะ”

    model2 copy

ด้วยความปรารถนาดีจาก

ภญ.สุดารัตน์ เลิศถาวรธรรม

เครดิต: http://40plus.posttoday.com/lifestyle/5735

8 สิ่งที่รับประทานแล้วช่วยให้หน้าเด็กลง 10 ปี

foods-10-years-FI

นอกจากการใช้ซีรั่มบำรุงผิวแล้ว อาหารที่เรารับประทานนั้นก็มีส่วนสำคัญในการชะลอวัยและลดการเกิดริ้วรอยได้ เรามาดู 8 สิ่งที่ทำให้ผิวคุณดูเด็กลงและสุขภาพดีมากขึ้นค่ะ

  1. .ผลไม้ตระกูลเบอรี่

    blackberries-e1461940008132
    ไม่ว่าจะเป็นสตรอเบอรี่ แบล็คเบอรี่ หรือบลูเบอรี่ ผลไม้เหล่านี้ล้วนแล้วแต่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมและทำลายของเซลล์ร่างกาย ดังนั้นจึงทำให้ผิวพรรณของคุณดูเด็กลงด้วย

    นอกจากนี้แล้ว ผลไม้เหล่านี้ยังช่วยลดอาการปวด บวมบริเวณข้อต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะบลูเบอรี่นั้นมีข้อมูลการศึกษาออกมาว่าช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำและช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้อีกด้วย

  2. อโวคาโด

    avocado-on-a-wooden-table
    อโวคาโด ถือเป็นยอดอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันตัวดี ซึ่งการรับประทานอโวคาโดวันละ 1 ลูกจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (cholesterol) ในร่างกายได้ และช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้เต่งตึงขึ้น

    นอกจากนี้ในผลอโวคาโดนั้นยังมี วิตามินซี, โปแตสเซียม, และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ซึ่งช่วยให้ผิวพรรณของคุณดูมีสุขภาพดี เปล่งเปล่ง และดูเด็กลงอีกด้วย

  3. ผลไม้ตระกูลซิตรัส

    lemons-e1461940414372
    ผลไม้เหล่านี้ เช่น ส้มและมะนาว มีวิตามินซีสูง และยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิก ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและปริมาณกรดยูริกในกระแสเลือด

    การรับประทานผลไม้ตระกูลซิตรัสอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันปัญหาที่เกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิตและโรคหัวใจได้ และการดื่มน้ำมะนาวเป็นสิ่งแรกหลังจากตื่นเช้านั้นจะช่วยทำให้ร่างกายดูดซับสารอาหารสำคัญได้เป็นอย่างดีและช่วยดีท๊อกซ์ร่างกายอีกด้วย

  4. มะเขือเทศ

    tomatoplant
    มะเขือเทศนั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย มันอุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และกรดโฟลิก รวมถึงมีไลโตปีนหรือสารที่ทำให้มะเขือเทศนั้นมีสีแดง ก็เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

    วิตามินเหล่านี้ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสี UV รวมถึงช่วยป้องกันโรคทางระบบหลอดเลือดหัวใจ การเสื่อมของเซลล์ และโรคติดเชื้ออีกด้ว

  5. ขมิ้นชัน

    tumeric-2-e1464704749311
    ขมิ้นชันนั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เนื่องจากมคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง และลดการอักเสบ จึงเป็นสมุนไพรหรือเครื่องเทศที่เป็นที่นิยม นอกจากนี้แล้วขมิ้นชันยังช่วยชะลอความแก่ และกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวและยังปรับสมดุลทางด้านอารมณ์ของเราเมื่อเกิดความเครียดได้

  6. แครอท

    Harvesting bunch of fresh washed carrot on the old wooden background

    นอกจากแครอทจะส่งผลดีต่อดวงตาแล้ว สารเบต้าแคโรทีนในแครอทนั้นยังเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย จึงช่วยเรื่องการมองเห็น รวมถึงช่วยป้องกันผิวหนังและลดการเกิดริ้วรอยจากการถูกทำร้ายจากรังสี UV ได้

  7. กระเทียม

    garlic
    บางท่านนั้นอาจไม่ชอบในกลิ่นฉุนของกระเทียมเท่าไหร่นัก แต่ทราบหรือไม่ว่า กระเทียมนั้นอุดมไปด้วยสารต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ และที่สำคัญยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีอีกด้วย

  8. ชอคโกแลตดำ (Dark Chocolate)

    chocolate-full-health-benefits_28312
    ชอคโกแลตดำนั้น อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องผิวหนังของคุณจากการทำร้ายโดยรังสี UV จากแสงแดด พร้อมทั้งให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว และลดริ้วรอยได้

    ทราบถึงคุณประโยชน์ของอาหาร 8 สิ่งที่นำเสนอแล้วลองไปตรวจดูในครัวของทุกคนสิคะว่ามีพร้อมรับประทานแล้วหรือยังอยากให้คนทักมั้ยคะว่า “ ทำไมดูเด็กจัง?” เรารีบไปหาอาหารเหล่านี้มารับประทานกันเลยดีกว่าค่ะ

    รับประทานแล้วอย่าลืมบำรุงผิวหน้าทุกครั้งด้วย La Vieré Stem Cell Serum ด้วยนะคะ จะได้ส่งผลช่วยเหลือกันในการให้ใบหน้าของคุณดูเด็กลงยิ่งขึ้นค่ะ

    Source: Bright Side – Heal With Food – The Health Site – Dr. Axe – Livestrong – Healthiest Foods – Global Healing Center

    แปลและเรียบเรียงโดย ภญ.สุดารัตน์ เลิศถาวรธรรม

ผิวแพ้ง่าย ติดสเตียรอยด์

คุณมีผิวแพ้ง่ายจริงไหม_1

ผิวแพ้ง่าย เกิดจากอะไร 

ผิวแพ้ง่าย เป็นภาวะที่ผิวหนัง มักมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการคัน การระคายเคือง หรือผื่นขึ้นเมื่อสัมผัสกับเครื่องสำอาง ครีม หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวกับผิว ซึ่งโดยทั่วไปนั้น ผิวหน้ามักจะเป็นจุดที่บอบบาง ง่ายต่อการระคายเคืองมากกว่าผิวหนังบริเวณอื่น

สาเหตุที่ก่อให้เกิดผิวแพ้ง่าย มีหลายสาเหตุ

  1. สิ่งแวดล้อม
    ปกติการทำงานของชั้นผิวหนังนั้นจะทำงานได้ดีในภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความสะอาดของน้ำ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงของภาวะแวดล้อมเหล่านี้ ซึ่งมีผลทำลายความชุ่มชื้นของผิว ทำให้เกิดผิวแพ้ง่ายตามมาได้
  2. สารเคมี
    ซึ่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อาจประกอบด้วยสารเคมีที่อาจทำร้ายชั้นผิวและขจัดน้ำมันในผิวตามธรรมชาติด้วย จึงทำให้ผิวแพ้ง่าย โดยเฉพาะสารเคมีบางอย่างที่เป็นอันตราย และเป็นข้อห้ามใช้ ซึ่งอาจมีการลักลอบใส่ในครีมบางตัว เช่น สารปรอท สารฟอกขาว สเตียรอยด์ เป็นต้น หรือแม้แต่ น้ำหอม แอลกอฮอล์ ก็สามารถกระตุ้นทำให้ผิวหนังเปราะบาง และแพ้ง่ายยิ่งขึ้น
  3. ระดับฮอร์โมน
    ระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุลจากภาวการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น ภาวะเครียด มีประจำเดือน ตั้งครรภ์ การย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาว  อาจนำไปสู่ภาวะของผิวที่ง่ายต่อการถูกกระตุ้นได้มากขึ้น 
  4. ลักษณะของผิวหนังของแต่ละบุคคล
    บางท่านมีภาวะภูมิแพ้ ซึ่งจะทำให้ผิวหนังนั้นไวต่อการกระตุ้นได้มากกว่าคนปกติเช่นเดียวกัน บางคนชั้นผิวหนังบาง ทำให้มีเกราะป้องกันต่อภาวะแวดล้อมหรือสารเคมีต่ำกว่าคนที่มีชั้นผิวหนังในระดับปกติ จึงเกิดการแพ้และระคายเคืองง่ายขึ้นเช่นกัน
  5. อาหารและระดับความชุ่มชื้นของผิวหนัง 
    หากร่างกายไม่ได้รับน้ำและสารอาหารที่เพียงพอ ผิวของคุณจะสูญเสียน้ำและอ่อนแอลง ซึ่งจะไปกระตุ้นผิวแพ้ง่ายได้ 

ผิวติดสเตียรอยด์ คือ อะไร

เคยมั้ย ที่ใช้สเตียรอยด์กับผิวหน้าในระยะแรกๆแล้วดีขึ้นมาก ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

  • ปกติ สเตียรอยด์นั้นเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มของยาอันตราย ไม่สามารถใช้พร่ำเพรื่อได้ โดยเฉพาะการใช้กับผิวหน้านั้น บางคนจะใช้เพียงระยะสั้น เพื่อให้สิว ผื่นคัน หายลงอย่างฉับพลัน
  • แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งในครีมบางตัว ซึ่งผู้ขายไม่มีจรรยาบรรณ ใส่สารสเตียรอยด์ลงไป เพื่อใช้ในการโฆษณาว่าเห็นผลไว ชัดเจน หน้าขาวใสภายในไม่กี่วัน เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ผิวหน้าติดสารอันตรายโดยไม่รู้ตัว หรือหลายคนก็รู้ แต่ก็ยังอยากจะใช้ต่อไป เพราะกลัวหยุดแล้วหน้าจะยิ่งเห่อ 
  • การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานนั้น ทำให้เกิดผลเสีย ดังต่อไปนี้
    • ทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ อาจมีทั้งสิวหัวหนอง สิวผด หรือสิวอุดตันเกิดขึ้นทั่วใบหน้า
    •  ผิวหนังบางลง และทำให้เส้นเลือดบริเวณผิวหนังขยาย ทำให้มีโอกาสเกิดภาวการณ์แพ้และระคายเคืองได้ง่ายขึ้น
    • บางรายอาจไม่สามารถหยุดใช้ได้ เนื่องจากผิวหนังเกิดการติดสเตียรอยด์ หากหยุดใช้ก็กลัวผิวหน้าจะเกิดสิวหรือผื่นเห่อออกมามากขึ้น
    • ผิวเหี่ยว หมองคล้ำ หน้าแก่ก่อนวัย

สำหรับผู้ที่มีผิวที่แพ้ง่าย ติดสเตียรอยด์ สิ่งที่แนะนำ คือ

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแนวเวชสำอาง สูตรปราศจาก สบู่ น้ำหอม AHA/BHA และ กรดวิตามินเอ
  • เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นให้ผิวแข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น และตรวจสอบด้วยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้นั้นปลอดจากสารปรอท สเตียรอยด์ น้ำหอม แอลกอฮอล์ งดการใช้ผลิตภัณฑ์เร่งหน้าขาว ลดริ้วรอยเร่งด่วน เร่งหน้าใส
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ถ้ามีการเปลี่ยน/ย้ายที่พักชั่วคราว แล้วไม่มั่นใจในน้ำที่จะใช้ล้างหน้า ให้ใช้น้ำสะอาดที่ดื่มได้ ล้างหน้าแทน
  • ถ้าต้องการบำรุงผิวหน้า สามารถทำทรีทเมนต์ที่ฟื้นฟูผิว ลดการเกิดผื่นแพ้ รอยแดง ได้เช่น Cryo-therapy ช่วยลดการอักเสบของผิวได้
  • หากยังติดสเตียรอยด์อยู่ ให้ค่อยๆลดระยะเวลาการใช้ เช่น จากทุกวัน เป็น วันเว้นวัน หรือ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ค่อยๆถอนยา จะทำให้ผิวหน้าไม่เกิด withdrawal effect ได้

 

ด้วยความปรารถนาดีจากก
ภญ.สุดารัตน์ เลิศถาวรธรรม

สิว…ปัญหาโลกแตก

Picture4

สิว คืออะไร เกิดได้อย่างไร

สิว คือ การอักเสบของหน่วยรูขนและต่อมไขมัน โดยเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่บ่งบอกถึงวัยเจริญพันธุ์สิวจะปรากฏอาการในผู้หญิงช่วง อายุ 14-17 ปี และในผู้ชายช่วงอายุ 16-19 ปี ความรุนแรงของสิวจะมากขึ้น 3-5 ปี หลังจากเริ่มเป็นสิว และมักหายไปหลังจากอายุ 30 ปี

สาเหตุของการเกิดสิว : สิวเกิดจากต่อมไขมันที่อุดทัน และเมื่อมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในต่อมไขมันก็จะทำให้มีการอักเสบ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว

  • ฮอร์โมน วัยรุ่นร่างกายมีการสร้างฮอร์โมนเพศมากขึ้น ฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้มีขนาดโตขึ้นและผลิตไขมันมากขึ้น ดังนั้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นผิวหนังบริเวณใบหน้าและหนังศีรษะจะมันมากขึ้น แบคทีเรียที่มีชื่อว่า ว่า P. acne จะเพิ่มมากขึ้นในบริเวณรูขุมขนบริเวณที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่ นอกจากนั้น P. acne จะกระตุ้นให้รูขุมขนบริเวณที่เป็นสิวมีการสร้างเคอลาติน (keratin) ที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตันที่บริเวณรูขุมขนนั้น และยังเป็นตัวกระตุ้นให้สิวอักเสบมากขึ้นได้
  • ความเครียด วิตกกังวล ผู้ที่ทำงานหนักมากเกินไป เครียด วิตกกังวลมาก นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอจะเกิดสิวได้ง่าย
  • เครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว บางคนใช้เครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสารต้องห้าม เช่น สเตียรอยด์ สารฟอกขาว จะทำให้เกิดอาก
  • การใช้ยาทาบางอย่าง เช่น สเตียรอยด์ เป็นระยะเวลานานเกินไป จะทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ ขึ้นมาได้
  • การถู ขัดหน้า พอกหน้า สารพัดแบบ ถ้าท่านทำมากเกินไปบ่อยครั้งจนเกินไป จะทำให้ตัวคลุมผิวตามธรรมชาติ (skin barrier) หลุดลอกออกไป ผิว
  • อาหาร เครื่องดื่มพวกเหล้า เบียร์ ที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ จะมีส่วนทำให้เกิดสิวมากขึ้นได้ 
  • สิ่งแวดล้อม กลุ่มคนที่มีอาชีพที่ต้องสัมผัสกับอากาศร้อนเหงื่ออกมาก หรือทำงานในโรงงานที่ต้องสัมผัสกับน้ำมัน ก็ล้วนทำให้เป็นสิวได้มากขึ้น

ความเชื่อที่ผิดของการเป็นสิว

  • สิวเกิดจากความสกปรกของใบหน้า
    สิวมิใช่เกิดจากความสกปรกแต่เกิดจากเซลล์ที่ตายของผิวหนัง และสิ่งสกปรกร่วมกับไขมันจึงทำให้เกิดการอุดตันและเกิดสิวขึ้น
  • คนเป็นสิวต้องล้างหน้าบ่อย ๆ
    ล้างมากเกินไปยิ่งระคายเคือง ควรล้างไม่เกินวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น หากรู้สึกว่าผิวหน้ามันมาก อยากล้างหน้าระหว่างวัน ให้ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า และยืนยันอีกครั้งว่า สิวไม่ได้เกิดบนผิวหน้า แต่เกิดในรูขุมขน และไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าใด ที่ล้างได้ “ลึก” ถึงรูขุมขน
  • กินของมันๆหรือกินช็อกโกแลตทำให้สิวขึ้น
    ไม่มีข้อมูลหรือการศึกษายืนยันว่าการรับประทานอาหารประเภทต้องสงสัย ได้แก่ ช็อกโกแลต มันฝรั่ง ถั่วทอด พิซซา อาหารมัน ไอศกรีม น้ำอัดลม ทำให้สิวขึ้น เนื่องจากน้ำมันในอาหารกับน้ำมันที่ทำให้เกิดสิวเป็นคนละตัวกัน ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกี่ยวข้องกัน
  • การบีบสิวออก ทำให้สิวหายเร็ว
    การบีบแคะแกะสิวเองนั้น บางครั้งมือหรืออุปกรณ์ที่เราใช้อาจไม่สะอาด รวมทั้งอาจระบายสิวออกไม่หมด จึงทำให้สิวเกิดการติดเชื้อ อักเสบมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดรอยง่ายขึ้น ทางที่ดีควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังดูแลเรื่องนี้จะดีกว่า
  • การบีบสิวออก ทำให้สิวหายเร็ว
    การบีบแคะแกะสิวเองนั้น บางครั้งมือหรืออุปกรณ์ที่เราใช้อาจไม่สะอาด รวมทั้งอาจระบายสิวออกไม่หมด จึงทำให้สิวเกิดการติดเชื้อ อักเสบมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดรอยง่ายขึ้น ทางที่ดีควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังดูแลเรื่องนี้จะดีกว่า

การรักษาสิว
ยาทา : ยาทาที่นิยมใช้มีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 

  1. ยาปฏิชีวนะ เช่น อิริโทมัยซินนามิก (erythromycin), คลินดามัยซิน (clindamycin) จะเป็นกลุ่มที่ช่วยลดปริมาณของ P.acne ที่รูขุมขนแล้วยังช่วยลดการอักเสบ 
  2. ยาที่มีส่วนผสมของ เบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) ก็ช่วยลดปริมาณของ P. acne ที่รูขุมขน และช่วยลดการอักเสบ
  3. ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ จะช่วยละลายหัวสิวใช้ได้ดีในสิวชนิดไม่อักเสบ ยาแต่ละชนิดมีหลายความเข้มข้น ความเข้มข้นที่สูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย หากทายาต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์อาการยังไม่ดีขึ้นควรใช้ยารับประทานร่วมด้วย

 ยารับประทาน : ส่วนใหญ่ยารับประทานจะเป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม เตตตร้าไซคลิน (tetracycline) หรือดอกซีไซคลิน (doxycycline) หรือถ้าเป็นสิวเรื้อรัง รุนแรง ควรใช้ยาในกลุ่มกรดไวตามินเอ (13-cis retinoic acid) ซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เนื่องจากยาชนิดนี้ จะมีผลต่อการตั้งครรภ์ การทำงานของตับและไขมันในเลือด

เลเซอร์ : ในปัจจุบันนี้นอกจากยาทาและยารับประทานแล้ว การใช้แสงเลเซอร์ เช่น Intense Pulse Light (IPL) จะช่วยเสริมผลการรักษาสิวและรอยสิวให้หายเร็วขึ้นด้วย

หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะเกิดอะไรขึ้น
สิว
>> อักเสบใต้ผิว >> รอยสิว >> เกิดเป็นพังผืด >> หลุมสิว
สิวที่ไม่รุนแรงนั้น มักหายได้เอง แต่ในบางรายที่เป็นเยอะ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยทิ้งไว้ จะทำให้สิวเกิดการติดเชื้อ อักเสบอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นรอยแดง/ดำทิ้งไว้ และหากปล่อยไว้เป็นระยะเวลานาน ชั้นใต้ผิวหนังจะเกิดการยึดตัวเป็นพังผืด ทำให้เกิดหลุมสิวและรักษายากขึ้นด้วย

คำแนะนำและการดูแล

  • ไม่บีบหรือแกะสิวเองเพราะจะทำให้เกิดแผลเป็น และแผลหายช้า
  • ไม่ควรจะสัมผัสผิวหน้าบ่อยเพราะจะทำให้สิวกำเริบ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีความเสี่ยงที่จะมีสารต้องห้ามอยู่ ระวังการโฆษณาเกินจริง เช่น ขาวไว สิวหายไว
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ควรทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
  • หากผิวแห้งควรใช้ครีมหรือซีรั่มที่ให้ความชุ่มชื้นต่อผิวหนัง ควรจะเลือกครีมหรือซีรั่มที่ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือสารที่ไม่ทำให้เกิดสิว
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผิวหนัง ไม่ควรมีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ หรือสารที่ระคายเคืองใบหน้า
  • หากแต่งหน้า ไม่แนะนำให้ใช้รองพื้นเพื่อปกปิดสิว เนื่องจากจะยิ่งทำให้เกิดการอุดตันที่เพิ่มขึ้น และควรใช้คลีนซิ่ง เช็ดทำความสะอาดผิวหน้าก่อนล้างหน้าทุกครั้ง

 

ด้วยความปรารถนาดีจากก
ภญ.สุดารัตน์ เลิศถาวรธรรม
หากต้องการปรึกษาเรื่องการดูแลผิวหน้าสามารถ ไลน์มาถามได้ที่ @LaViereSkin

ทำไมคนส่วนใหญ่ เลือกใช้ซีรั่ม ก่อนครีมบำรุงผิวหน้า?

laviere

ทำไมคนส่วนใหญ่ เลือกใช้ซีรั่ม ก่อนครีมบำรุงผิวหน้า?

  • ปกติคุณสมบัติของสิ่งของต่างๆที่คนส่วนใหญ่ต้องการในปัจจุบัน เช่น รถ แลปท๊อป หรือแม้แต่ร่างกายของตัวเองในการไปวิ่งมาราธอน คือ เร็วขึ้น เบาขึ้น
  • สำหรับสกินแคร์ ก็เช่นเดียวกัน คนส่วนใหญ่ยังคงต้องการ สกินแคร์บำรุงผิวที่ “บางเบา, ดูดซึมได้ดีและเร็ว” ที่สามารถใช้เป็นตัวเดี่ยวๆเพียงตัวเดียว หรือใช้ร่วมกับสกินแคร์ตัวอื่นได้
  • จากข้อมูลและความต้องการของสาวกที่ใช้สกินแคร์ พบว่า คนส่วนใหญ่นั้น เลือกใช้สกินแคร์ชนิด “ซีรั่ม” เป็นตัวแรก ก่อน “ครีมและโลชั่น” เนื่องจากความต้องการ ทางด้าน “บางเบา, ดูดซึมได้ดีและเร็ว” เป็นสาเหตุ
  • โดยซีรั่มนั้นต่างจาก ครีมหรือโลชั่น ดังต่อไปนี้
    • ซีรั่มจะไม่มีส่วนประกอบของสารให้ความชุ่มชื้นแบบอัดลม (airtight) หรือ ที่ก่อให้เกิดการอุดตัน (occlusive) เช่น petrolatum หรือ mineral oil
    • ซีรั่มจะมีปริมาณของสารหล่อลื่น (lubricating agents) และ สารก่อความคงตัว (thickening agents) เช่น nut หรือ seed oil น้อยกว่า
    • ที่สำคัญ คือ ซีรั่มนั้น มักจะมีปริมาณของสาระสำคัญในการออกฤทธิ์ (active ingredients) มากกว่า โดยเฉพาะ สารชะลอการเสื่อมของวัย (anti-aging ingredients) จึงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและไวกว่า ครีม/โลชั่น

ซีรั่มราคาสูงกว่าครีม/โลชั่น แต่ผลลัพธ์ทวีคูณ

  • แน่นอนว่า เมื่อมีปริมาณของสารสำคัญในการออกฤทธิ์มากกว่า ราคาต่อขวด จึงสูงกว่า ครีม/โลชั่นในขนาดที่เท่ากัน แต่ปริมาณที่ใช้ใน 1 ครั้งนั้นน้อยกว่า ครีม/โลชั่นมาก
  • เนื่องจากซีรั่มประกอบด้วย อนุภาคเล็กๆ ทำให้เกิดการดูดซึมสู่ผิวหน้าเร็วกว่า และสู่ระดับของผิวหนังที่ลึกกว่า
  • แต่ส่วนของเนื้อครีมนั้นจะมีเนื้อที่หนาและหนักกว่า ซึ่งจะมีผลต่อการดูดซึมที่ลดลง
  • อย่างไรก็ตาม ซีรั่มไม่ได้เหมาะกับคนทุกประเภท คนที่เป็นโรค ผื่นผิวหนังอักเสบ(eczema) หรือ โรคสิวหน้าแดง (rosacea) จะมีชั้นผิวหนังที่ค่อนข้างเปราะบางกว่าคนปกติ ดังนั้น การใช้ซีรั่มซึ่งดูดซึมได้เร็ว อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง (irritation) ได้ง่าย
  • แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีผิวแห้งมากๆ อาจแนะนำการใช้ ซีรั่มร่วมกับครีม/โลชั่น เพื่อคุณสมบัติในการกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวหนังของคุณได้ดีที่สุด

สรุป ตารางเปรียบเทียบ คุณสมบัติ ซีรั่ม vs ครีม/โลชั่น

คุณสมบัติ

ซีรั่ม

ครีม/โลชั่น

ผิวสัมผัส

บางเบากว่า เนื้อเหลว

เนื้อสัมผัสหนาและหนักกว่า

การดูดซึม

เร็ว

ช้า

ปริมาณสารสำคัญในการออกฤทธิ์

มากกว่า

น้อยกว่า

ปริมาณสารให้ความชุ่มชื้นแบบอัดลม (airtight) หรือ ที่ก่อให้เกิดการอุดตัน (occlusive) เช่น petrolatum หรือ mineral oil

น้อยกว่า

มากกว่า

ผลลัพธ์

ดีกว่าและไวกว่า

ด้อยกว่าและช้ากว่า

ราคาในปริมาณที่เท่ากัน

สูงกว่า

ถูกกว่า

 

Source: WebMD Magazine
แปลและเรียบเรียงโดย ภญ.สุดารัตน์ เลิศถาวรธรรม

4 คุณประโยชน์ของสารสกัดจากใบมะกอก

olive-1391970

4 คุณประโยชน์ของสารสกัดจากใบมะกอก ที่คุณอาจนึกไม่ถึง?

คุณทราบหรือไม่ว่า ใบมะกอกนั้น มีการใช้เป็นสมุนไพรทางยาเพื่อบรรเทาอาการของโรค มานานหลายศตวรรษแล้ว เนื่องจากใบมะกอกนั้นอุดมไปด้วยสารสำคัญหลักๆ คือ Oleuropein ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ และยังมีการศึกษามากมายที่แสดงถึงคุณประโยชน์ในการดูแลในเรื่องของผิวพรรณ

1. ช่วยให้แผลหายอย่างรวดเร็ว
จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Medicinal Foods พบว่า olive leaf extract หรือสารสกัดจากใบมะกอกนั้นทำให้สมานแผลได้เร็วขึ้นในกลุ่มทดลอง 87% เนื่องจากสารสกัดจากใบมะกอกนั้นมีปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Oleuropein มากมาย ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลให้หายเร็วขึ้นได้

พร้อมผลการศึกษาที่ยืนยัน ผลการทำงานของสารออกฤทธิ์ในการเป็น Anti-Aging ได้ 5 – 6 ปี หลัง ใช้ 2 ครั้ง ต่อวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน ซึ่งค่าความลึกของริ้วรอยที่ลดลงได้ 17% ค่าสูงสุดที่วัดได้คือ 30%

2. ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Cancer ปี 2010 กล่าวว่า สารสกัดจากใบมะกอกยับยั้งการเกิดการแพร่ของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสามารถลดขนาดก้อนมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ

3. ป้องกันผิวถูกทำลายจากแสงแดด
จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Phytotherapy Research journal พบว่า oleuropein ในสารสกัดของใบมะกอกนั้น ช่วยยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาการหนาตัวของผิว (skin-thickening reactions) จากรังสีอัลตราไวโอเลต รวมถึงชะลอการผลิตเม็ดสีเมลาโตนิน รวมถึงยับยั้งเอนไซม์ที่ทำลายเนื้อเยื่อผิวด้วย

4. คุณประโยชน์ต่อผิวที่เหนือกว่าวิตามินอี
จากข้อมูลที่ตีพิพม์ใน International Journal of Cosmetic Science พบว่า สาร Oleuropein ในใบมะกอกนั้น ช่วยลดรอยแดงของผิว เพิ่มความชุ่มชื้น กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาที่ผิว รวมถึงการปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดีเหนือกว่าวิตามินอี

คุณเพชร บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล

160529-anita-clinic-104

คืนแรกที่ใช้ เพียงทาทั่วใบหน้าและลำคอ เนื้อซีรั่มจะดูดซึมเข้าสู่ผิว หน้าได้เป็นอย่างดี สังเกตได้หลังจากตื่นนอน ผิวหน้าจะเนียนนุ่ม เวลา ล้างหน้าแล้วไม่มีความรู้สึกว่า มีซีรั่มเคลือบเป็นชั้นบนผิว ให้ประสิทธิผลเทียบเท่ากับ Premium Counter Brand ในราคาที่คุ้มค่า

คุณเพชร บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล
Managing Director, MOCA BANGKOK

คุณกวาง อรการ จิวะเกียรติ

160529-anita-clinic-129

พร้อมผลการศึกษาที่ยืนยัน ผลการทำงานของสารออกฤทธิ์ในการเป็น Anti-Aging ได้ 5 – 6 ปี หลัง ใช้ 2 ครั้ง ต่อวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน ซึ่งค่าความลึกของริ้วรอยที่ลดลงได้17% ค่าสูงสุดที่วัดได้คือ 30%

คุณกวาง อรการ จิวะเกียรติ
ผู้ประกาศข่าวและพิธีกร

คุณตาล ภณิตา ชัยชนะวิชชกิจ

S_5390907864761

ประทับใจผลิตภัณฑ์ La Vieré มากเลยค่ะ เนื้อเซรั่มไม่เหนอะหน่ะแต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ผิวหน้ารู้สึกชุ่มชื้น ปกติเป็นคนผิวแห้งมากเวลาแต่งหน้าก็จะไม่ค่อยติด สิ่งที่ค้นพบและเซอร์ไพรส์มากๆ คือพอใช้ La Vieré แล้ว ทำให้แต่งหน้าได้เนียนมากค่ะ ผิวไม่ลอกและไม่เป็นคราบด้วยแฮปปี้มากๆ เดี๋ยวนี้เวลาเดินทางก็พกขวดเดียวสะดวกใช้ทั้งกลางวันและกลางคืนเลยค่ะ ตั้งแต่ทดลองใช้ขวดแรกก็ติดใจมากและก็ใช้ต่อเนื่องมาเรื่อยๆจะเกือบปีแล้วค่ะ

คุณตาล ภณิตา ชัยชนะวิชชกิจ
Chief Operating Officer
บริษัท Bangkok Writer and Partners

ลาวีเร่ รีไวทัลไรซิ่ง สเต็มเซลล์ซีรั่ม

blog-final-01

ลาวีเร่ รีไวทัลไรซิ่ง สเต็มเซลล์ซีรั่ม

คุณอยากมีผิวแบบไหน?...คุณเลือกเองได้

ลาวีเร่ รีไวทัลไรซิ่ง ซีรั่ม

(La Vieré Revitalizing Serum)

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าเพื่อผิวเรียบเนียน ตึงกระชับ

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าเพื่อผิวเรียบเนียน ตึงกระชับ ซีรั่มชนิดเข้มข้นจากสารสกัดสเต็มเซลล์ธรรมชาติ 100% สารออกฤทธิ์ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบทั้งช่วยซ่อมแซม-สร้าง- และกระชับผิวทุกครั้งที่ใช้ ประกอบด้วยสารสกัดสำคัญจากพืช กระตุ้นการทำงานของ Proteosome และ Oleuropein ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว และยังมีสารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว จากปัจจัย เช่น รังสี UV, ความร้อน, สารเคมีรอบตัว โดยกลไกกระตุ้นการทำงานของระบบต่อต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ผิว สารกลุ่ม Polysaccharide จะสร้างฟิล์มที่ผิว ช่วยให้ผิวดูกระชับ กักเก็บความชุ่มชื่นไว้ที่ผิวได้นานยิ่งขึ้น

แหล่งที่มาของสารสกัด STEM Cell นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส

1. Olive Leaf Extract (ใบมะกอก) ประกอบด้วยสารสาคัญคือ Proteosome และ Oleuropein กระตุ้นการทำงานของ Proteosomeที่เซลล์ผิวช่วยซ่อมแซมกลไกการทำงานของเซลล์ผิวที่ที่ลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ยังช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวหนัง ** (Oleuropein เป็นสารกลุ่ม Phenolic ซึ่ง ถูกใช้ในยาหลายชนิดให้ผลหลายด้านเช่น ต่อต้านอนุมูลอิสระ, ต้านอาการอักเสบ, ต้านมะเร็ง,ยับยั้งการทางานของเชื้อแบคทีเรีย)

2. Jujube Extract (พุทราจีน)ประกอบด้วยสารสาคัญคือ Jujubosides ทำหน้าที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวโดยสนับสนุนการทำงานของระบบป้องกันอนุมูลอิสระที่ผิวหนังที่เป็นเหมือนเกราะป้องกันมลภาวะต่างๆยังช่วยกระตุ้นการทางานของระบบภูมคุ้มกันด้วย

3. Levan Polysaccharide (ลำต้นอ้อย) ประกอบไปด้วยโมเลกุลของฟรุกโตส ที่มีน้าหนักโมเลกุลสูงจึงให้ความชุ่มชื่นและสร้างฟิล์มบนผิวช่วยให้ผิวกระชับหลังทา Olive Leaf Extract Jujube Extract Levan Polysaccharide

พร้อมผลการศึกษาที่ยืนยัน ผลการทำงานของสารออกฤทธิ์ในการเป็น
Anti-Aging ได้ 5 – 6 ปี หลัง ใช้ 2 ครั้ง ต่อวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน ซึ่งค่าความลึกของริ้วรอยที่ลดลงได้ 17% ค่าสูงสุดที่วัดได้คือ 30%